Rechercher dans ce blog

Friday, October 29, 2021

ไม่เรียกสินสอด แม่แพม ชมพี่หมีดูแลแพนเค้กดี ทำกับข้าวล้างจาน พร้อมเลี้ยงหลาน - ข่าวสด - ข่าวสด

พร้อมเลี้ยงหลาน สินสอดไม่ใช่เรื่องสำคัญ แม่แพม ถูกใจพี่หมีดูแลแพนเค้กอย่างดีสม่ำเสมอ ลูกสาวทำอาหารไม่เป็นก็ทำกับข้าวให้ ล้างจานให้ แย้มพร้อมเลี้ยงหลาน

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

จากกรณี แพนเค้ก เขมนิจ ที่ก่อนหน้านี้มีข่าวออกมาว่ากำลังหาฤกษ์เพื่อเตรียมแต่งกับ พี่หมี พ.ต.ต.ศักดิ์สุนทร แล้ว หลังคบหาดูใจกันมายาวนานนับ 10 ปี นั้น

ล่าสุด แม่แพม นวลนง คุณแม่ของแพนเค้ก เผยว่า เรื่องฤกษ์ได้ยกให้ทางบ้านพี่หมีเป็นคนจัดการ แต่ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้อยู่ ก็ยังฟันธงอะไรไม่ได้ ส่วนทางครอบครัวตนเองก็พร้อมตลอดอยู่แล้ว ถ้าทุกอย่างอำนวยก็พร้อมแต่งเลย

แม่ก็เห็นว่ามันถึงเวลาที่เหมาะสมแล้ว และตอนนี้ทั้งคู่ก็เรียนจบด็อกเตอร์กันเรียบร้อยแล้วด้วย ส่วนเรื่องสินสอด แม่แพมบอกไม่ได้เรียกอะไรเลย เพราะพี่หมีก็ดูแลครอบครัวมาตลอด เรื่องสินสอดจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญ ดูแลกันอย่างดีสำคัญที่สุด พ่อแม่พร้อมสนับสนุนส่งกำลังใจ

นอกจากนี้ แม่แพมยังออกปากชื่นชมว่าที่ลูกเขยคนนี้ด้วยว่า พี่หมีเป็นคนที่น่ารักมาก สม่ำเสมอ ดูแลลูกสาวแทนแม่ได้ สบายใจได้เลย แพนทำอาหารไม่เป็น ก็ทำกับข้าวให้เอง ล้างจานให้

ทานข้าวตรงไหน พี่หมีก็ล้างจานให้ แพนไม่ต้อง พี่หมีทำกับข้าวให้ แพนก็จัดโต๊ะให้ ทำหน้าที่ชดเชยกันได้ดี

แม่แพมบอกว่าได้สอนวิถีแม่บ้านแบบเบสิกให้ แพน ไปบ้างแล้วเหมือนกัน แต่โดยรวมเมื่อเขาอยู่ร่วมกันเขาต้องตกลงกันเอง พี่หมีมีความเป็นพ่อบ้าน เขาได้หมด ออกนอกบ้านเขาก็เป็นแบบนี้ พี่หมีน่ารัก เขารักกันต่อเนื่องยาวนาน เขาก็ดูแลลูกเราได้ สบายใจไม่รู้สึกห่วง

ถามว่าอยากมีหลานยายไหม แม่แพม บอกว่า เขาคงต้องคุยกันว่าจะมีหรือไม่มี ถ้าเขาพร้อมมี ตนเองก็พร้อมช่วยเลี้ยง แต่ถ้าเขาตัดสินใจยังไม่มีก็ไม่เป็นไร

ขอบคุณที่มา ครอบครัวบันเทิงออนไลน์ เรื่องเล่าเช้านี้

Adblock test (Why?)


ไม่เรียกสินสอด แม่แพม ชมพี่หมีดูแลแพนเค้กดี ทำกับข้าวล้างจาน พร้อมเลี้ยงหลาน - ข่าวสด - ข่าวสด
Read More

“อินเดีย” เร่งทำ FTA หวังกระตุ้น “ส่งออก” - ประชาชาติธุรกิจ

เพียงไม่กี่วันหลังจากรัฐมนตรีคลังจากประเทศกลุ่มจี 20 เห็นด้วยในการผลักดันให้การทำการค้าระหว่างประเทศเป็นไปได้อย่างง่ายดายมากขึ้น ทางการ “อินเดีย” ก็เริ่มเดินหน้าหารือข้อตกลงทางการค้ากับประเทศต่าง ๆ

เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ รายงานว่า ทางการอินเดียกำลังอยู่ในขั้นตอนหารือ ทำข้อตกลง “เขตการค้าเสรี” (FTA) หลังจากอินเดียได้ถอนตัวออกจากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) เมื่อเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้แทนที่อินเดียจะมุ่งทำการค้าซึ่งเป็นความตกลงระหว่างกลุ่มหลายประเทศ แต่หันมาสนใจทำข้อตกลงทางการค้าแบบทวิภาคี หรือระหว่าง 2 ประเทศหรือภูมิภาคแทน

อย่างล่าสุด ทางการอินเดียเตรียมหารือข้อตกลงทางการค้ากับ “สหภาพยุโรป” (อียู) หลังจากการหารือข้อตกลงดังกล่าว ถูกระงับมานานกว่า 14 ปี รวมถึงเตรียมหารือทำการค้ากับประเทศ “อิสราเอล” ในเดือนหน้า

ขณะเดียวกัน เมื่อเดือนที่ผ่านมาก็ได้เริ่มหารือข้อตกลงทางการค้ากับ “สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์” และได้เริ่มส่งสัญญาณว่าจะหารือข้อตกลงการค้ากับเพื่อนบ้าน “บังกลาเทศ” ช่วงต้นปีหน้า และก่อนหน้านี้รัฐบาลอินเดียได้ระบุว่า แม้ยังรอกำหนดการหารือข้อตกลงทางการค้ากับประเทศ

“ออสเตรเลีย” และ “สหราชอาณาจักร” (ยูเค) แต่รัฐบาลก็คาดหวังว่าจะสามารถทำข้อตกลงทางการค้ากับออสเตรเลียได้สำเร็จภายในเดือนธันวาคมนี้ และคาดว่าจะบรรลุข้อตกลงกับสหราชอาณาจักรภายในเดือนมีนาคมปีหน้า

โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว “พิยุช โกยอล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อินเดีย ระบุว่า อาจมีการหารือทำข้อตกลงทางการค้ากับอีก 2 ประเทศ แต่ยังไม่ได้ระบุว่าประเทศไหน

นอกจากนี้ ทางการอินเดียยังแถลงการณ์ว่า จะกลับมาทบทวนข้อตกลงทางการค้ากับอาเซียนอีกด้วย

รายงานข่าวระบุว่า ความสนใจในการทำข้อตกลงทางการค้ากับประเทศต่าง ๆ ถือเป็น “นโยบายที่แตกต่าง” ไปจากเดิมของรัฐบาลอินเดียอย่างมาก

โดยตั้งแต่ “นเรนทรา โมดี” ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอินเดียเมื่อปี 2014 รัฐบาลไม่ได้สนใจทำข้อตกลงทางการค้ากับประเทศอื่น ๆ เพิ่ม แต่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อตกลงทางการค้าต่าง ๆ ที่อินเดียได้มีอยู่ เนื่องจากมองว่าข้อตกลงการค้าที่มีอยู่ “อินเดีย” กลายเป็นคู่ค้าที่เสียเปรียบ ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุให้รัฐบาลอินเดียขอถอนประเทศออกจากอาร์เซ็ปเมื่อปี 2019

โดยตั้งแต่โมดีดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอินเดีย ได้มีการเซ็นรับรองข้อตกลงทางการค้าเพิ่มเติมกับเพียงประเทศ “มอริเชียส” เกาะนอกชายฝั่งแอฟริกา

ขณะที่ “มันโมฮัน ซิงห์” อดีตนายกรัฐมนตรีอินเดียคนก่อนหน้า ได้ทำข้อตกลงทางการค้าเสรีมากกว่า 11 ข้อตกลง

ทั้งนี้ แหล่งข่าวอ้างอิงจากทางการอินเดียว่า ทางรัฐบาลได้เริ่มวางแผนที่จะมีการทำข้อตกลงการค้ากับประเทศต่าง ๆ อย่างไรก็ดี การระบาดของโควิด-19 ซึ่งได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ได้ทำให้รัฐบาลอินเดียสนใจกับการทำข้อตกลงทางการค้ากับประเทศต่าง ๆ เพิ่มมากยิ่งขึ้น

“ดีเจ นาเรน” อธิบดีสื่อและการสื่อสาร กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรม กล่าวว่า ภาคการส่งออกอินเดียที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงที่โควิด-19 ระบาด ได้ทำให้รัฐบาลสนใจในการทำข้อตกลงทางการค้าเพิ่มมากยิ่งขึ้น

“อินเดียเป็นประเทศคู่ค้าที่น่าเชื่อถือได้ ภายในซัพพลายเชน โดยรัฐบาลเดินหน้าดำเนินการทุกกระบวนการ เพื่อให้แน่ใจว่า ซัพพลายเชนของอินเดียจะไม่มีปัญหา เพื่อให้ทุกประเทศทั่วโลกมีความมั่นใจต่อกำลังการผลิตของประเทศอินเดียว่าจะไม่มีอุปสรรคใด ๆ” นาเรนกล่าว

ขณะเดียวกัน “ริชาร์ด รอสสอว์” ที่ปรึกษาอาวุโสและประธานศูนย์การศึกษาวาทวานี ด้านนโยบายระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและอินเดีย กล่าวว่า อีกปัจจัยที่ทำให้อินเดียสนใจทำข้อตกลงการค้ากับประเทศอื่น ๆ ก็เพราะว่าความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นกับจีน

“ช่วงนี้หลายบริษัทกำลังต้องการกระจายความเสี่ยงออกมาจากประเทศจีน ซึ่งอินเดียถือเป็นประเทศที่จะทำให้หลายบริษัทสามารถเร่งการผลิตได้อย่างรวดเร็วขึ้น ซึ่งการทำข้อตกลงทางการค้า จะช่วยดึงดูดให้บริษัทที่สนใจเร่งกำลังการผลิต หันมาสนใจลงทุนที่อินเดียเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย” รอสสอว์กล่าว

โดยตอนนี้ รัฐบาลอินเดียได้พยายามจูงใจบริษัททั้งหลาย ที่อยากออกจากประเทศจีน และเริ่มมีนโยบายต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นมา เพื่อให้บริษัทหันมาตั้งฐานการผลิตที่อินเดียเพิ่มมากขึ้นแล้ว

Adblock test (Why?)


“อินเดีย” เร่งทำ FTA หวังกระตุ้น “ส่งออก” - ประชาชาติธุรกิจ
Read More

ร้อนแรงจากแดงเดือด - PUBG Mobile ทำเซอร์ไพรส์จัดอีเวนต์กับ ลิเวอร์พูล - ข่าวสด

PUBG MOBILE เกมแนวเอาชีวิตรอดบนแพลตฟอร์มมือถือ ทำเซอร์ไพรส์ ทำคอนเทนท์ร่วมงานกับสโมสรฟุตบอลชื่อดังจากพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ อย่าง ลิเวอร์พูล

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

เพจPUBG Mobile ทำเซอร์ไพรส์เปิดตัวภาพนักเตะ ลิเวอร์พูล 4 คน ประกอบด้วย เฟอร์จิล ฟาน ไดก์, โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน และ โรแบร์โต ฟีร์มิโน พร้อมบรรยากาศในห้องแต่งตัวของทีมหงส์แดง เนื่องในโปรเจ็กต์ PUBG MobilexLiverpool Football Club

โดยในเพจได้ระบุว่าจะมีการเริ่มอีเวนต์ความร่วมมือกับทีมหงส์แดงในวันที่ 12 พ.ย. นี้

Adblock test (Why?)


ร้อนแรงจากแดงเดือด - PUBG Mobile ทำเซอร์ไพรส์จัดอีเวนต์กับ ลิเวอร์พูล - ข่าวสด
Read More

Thursday, October 28, 2021

กุมารแพทย์ฯไล่เป็นข้อๆ "หนึ่ง จักรวาล" ทำไม่เหมาะสมกับลูกสาวอย่างไรบ้าง - กรุงเทพธุรกิจ

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี หรือ หมอเดว กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม แสดงความคิดเห็นประเด็นดราม่า "หนึ่ง จักรวาล" ที่ลงคลิปจับก้นและพุงลูกสาว น้องมินมิน ทำให้หลายคนตีความในเชิงลามกอนาจารและไม่เหมาะสมจนถูกวิพากษ์วิจารณ์ และแฮชแท็ก #หนึ่งจักรวาล ขึ้นมาบนเทรนด์ทวิตเตอร์อันดับ 1 มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้มากกว่า 1 ล้านครั้งนั้น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

- “หนึ่ง จักรวาล” ขอโทษปมดราม่าจับก้นลูกสาว ย้ำจะระวังการแสดงออก

- พฤติกรรม "หนึ่ง จักรวาล" เพจนักสังคมชี้ พ่อแม่ไม่ควรสัมผัสอวัยวะปกปิดเด็ก

โดย หมอเดว กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมของ "หนึ่ง จักรวาล" ระบุว่า กรณีเช่นนี้ไม่สมควรกระทำ โปรดเข้าใจด้วยทัศนคติ ว่า #ลูกไม่ใช่ทรัพย์สมบัติของพ่อแม่ที่อยากจะทำอะไรก็ได้แบบไหนก็ได้ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่พ่อแม่ต้องรู้ด้วย เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องปกป้องคุ้มครองอยู่รอดปลอดภัยได้รับการพัฒนาและสามารถอยู่ร่วมในสังคมได้

สิ่งที่การกระทำนี้ไม่เหมาะสม  คือ

1.การไม่เคารพศักดิ์ศรีของลูก

2.พ่อขาดการฝึกหัดให้ลูกเกิดการเรียนรู้ sense of Property ด้วยการนำภาพลงในสื่อสาธารณะโดยไม่กังวล ผลกระทบต่อลูกสาวผู้ถูกถ่ายภาพแม้จะยินยอมก็ตาม

3.เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องสอนให้ลูกรู้จักการปกป้องคุ้มครองตนเองจากภยันตรายลักษณะคล้ายกันที่อาจเกิดขึ้นได้ และควรฝึกให้ลูกสาว มีสภาวะเข้าวัยรุ่น ที่สรีระจะเกิดการปป.ต่อไปในไม่ช้า เพื่อปกป้องตนเองมากกว่า การใช้เหตุผลเพียงเพราะแสดงความรัก

4.เป็นการละเมิดสิทธิเด็ก และยิ่งนำลงสื่อสาธารณะ #เป็นสิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง!!!

5.เด็กสุ่มเสี่ยงต่อการเกิด sexual harrassment and #AtraumaticSexualization ที่ต่อไปข้างหน้าเด็กอาจนึกว่าปกติได้ ซึ่งจะเกิดความเสี่ยงต่อตัวเด็กภายภาคหน้าได้อย่างไม่คาดคิด

6.เด็กจะอยู่ร่วมในสังคมที่ใกล้ชิดลำบากมากขึ้น

CR เฟซบุ๊ก : บันทึกหมอเดว

Adblock test (Why?)


กุมารแพทย์ฯไล่เป็นข้อๆ "หนึ่ง จักรวาล" ทำไม่เหมาะสมกับลูกสาวอย่างไรบ้าง - กรุงเทพธุรกิจ
Read More

ศาลเวียดนามสั่งจำคุก 5 นักข่าวทำเพจปลุกระดมแนวคิดต้านรัฐบาล - ไทยรัฐ

ศาลเวียดนามพิพากษาจำคุกผู้สื่อข่าว 5 คนที่ร่วมกันทำเพจข่าวที่มีเนื้อหา "ต่อต้านรัฐ" โดยมีคำสั่งจำคุก 2- 4 ปีครึ่งและห้ามทำหน้าที่สื่อมวลชนเป็นเวลา 3 ปีนับตั้งแต่วันพ้นโทษ

เมื่อวันที่ 28 ต.ค. เว็บไซต์ข่าวอัลจาซีราห์ รายงานว่า ศาลในเมืองเกิ่นเทอ ทางตอนใต้ของเวียดนาม พิพากษาจำคุกผู้สื่อข่าว 5 คน จากความผิดในการโพสต์ข่าวและข้อความในเพจ "Bao Sach" หรือหนังสือพิมพ์สะอาด ซึ่งมีข้อมูลบิดเบือน และมีเนื้อหาใส่ร้ายรัฐบาล อันเป็นแนวคิดในการจงใจต่อต้านรัฐบาล ความสับสน และทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในหมู่ประชาชน

ด้านเว็บไซต์ข่าวเวียดนาม นิวส์ เอเยนซี่ หรือวีเอ็นเอ รายงานว่า การพิจารณาคดีมีขึ้นเป็นเวลา 2 วัน โดยนายเจื่อง โจว หู ยันห์ อดีตผู้สื่อข่าวผู้ก่อตั้งเพจ ได้ถูกตัดสินจำคุก 4 ปีกับอีก 6 เดือน ในส่วนของคนอื่นๆ ถูกตัดสินจำคุกตั้งแต่ 2-3 ปี และทั้ง 5 คนถูกสั่งห้ามปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนเป็นเวลา 3 ปีนับตั้งแต่วันพ้นโทษ  

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาทางการเวียดนามมักจะจับกุมดำเนินคดีผู้ใช้โซเชียลมีเดีย ในข้อหาต่อต้านรัฐ ส่วนใหญ่ถูกจำคุกระหว่าง 2-3 ปี ขณะที่นายฟิล โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการกลุ่มสอดส่องสิทธิมนุษยชน Human Rights Watch ในนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯระบุว่า รัฐบาลเวียดนามไม่ควรมองว่าสื่อมวลชนเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล.

Adblock test (Why?)


ศาลเวียดนามสั่งจำคุก 5 นักข่าวทำเพจปลุกระดมแนวคิดต้านรัฐบาล - ไทยรัฐ
Read More

ราชกิจจานุเบกษา ยังห้ามชุมนุม ทำกิจกรรมเสี่ยงแพร่โควิด-19 ทั่วประเทศ - ไทยรัฐ

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศห้ามชุมนุม ทำกิจกรรม เสี่ยงแพร่โควิด-19 ทั่วราชอาณาจักร รวมถึงพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว ฝ่าฝืนระวางโทษคุก 2 ปี ปรับ 4 หมื่น

วานนี้ (28 ต.ค. 2564) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง เรื่อง ห้ามการชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุม ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ฉบับที่ 13) ลงนามโดย พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง มีรายละเอียดดังนี้

ตามที่รัฐบาลได้ออกข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 36) ลงวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2564 และคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ 18/2564 ลงวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2564 เรื่อง พื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยว ตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เนื่องจากมีความจำเป็นที่จะต้องมีการฟื้นฟูประเทศเพื่อประโยชน์ด้านการใช้ชีวิตความเป็นอยู่และด้านเศรษฐกิจแก่ประชาชน เห็นควรให้มีการเปิดพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้ามาจากต่างประเทศได้มากขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจและการจ้างงานในภาพรวมของประเทศ

แม้ว่าที่ผ่านมาภาพรวมของสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายสาธารณสุขสามารถควบคุมและจำกัดขอบเขตพื้นที่การแพร่ระบาดของโรคได้ รวมทั้งรัฐบาลได้เตรียมความพร้อมโดยประสานความร่วมมือกับประเทศต้นทางและบูรณาการการทำงานของพนักงานเจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วนในการกำหนดมาตรการรองรับเพื่อให้การปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบควบคู่กับการกำหนดมาตรการทางด้านสาธารณสุขเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ให้ประชาชนมีความปลอดภัย รวมทั้งสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติและประชาชนในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ภายในประเทศอันจะส่งผลให้การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและสังคมสามารถดำเนินการควบคู่กับมาตรการด้านสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อาศัยอำนาจตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 18) ข้อ 3 และคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 4/2563 ลงวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2563 เรื่อง แต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงาน หัวหน้าผู้รับผิดชอบและพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ข้อ 3 (6) และข้อกำหนด คำสั่ง ประกาศ ที่เกี่ยวข้อง จึงให้ปฏิบัติดังนี้

1. ให้ยกเลิกประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง เรื่อง ห้ามการชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุม ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ฉบับที่ 11) ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564 และประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง เรื่อง ห้ามการชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุม ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ฉบับที่ 12) ลงวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2564

2. ห้ามมิให้มีการมั่วสุมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่โรค หรือการกระทำอันเป็นการฉวยโอกาสซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน หรือการกลั่นแกล้งเพื่อแพร่โรค ณ ที่ใดๆ ทั่วราชอาณาจักร

3. ห้ามมิให้มีการชุมนุม หรือการทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค ในพื้นที่ที่มีประกาศหรือคำสั่งกำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม พื้นที่เฝ้าระวังสูง พื้นที่เฝ้าระวัง เว้นแต่กรณีได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือกิจกรรมที่ได้รับการยกเว้น โดยให้ดำเนินการตามข้อกำหนด (ฉบับที่ 30) ลงวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2564 และข้อกำหนด (ฉบับที่ 35) ลงวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2564

ทั้งนี้ ในเรื่องมาตรการควบคุมแบบบูรณาการสำหรับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม พื้นที่เฝ้าระวังสูง พื้นที่เฝ้าระวัง ให้ดำเนินการตามข้อกำหนด (ฉบับที่ 35) ลงวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2564

4. ในพื้นที่ที่มีประกาศหรือคำสั่งกำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม พื้นที่เฝ้าระวังสูง พื้นที่เฝ้าระวัง ที่ได้มีประกาศหรือคำสั่งกำหนดให้เป็นพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยว ห้ามมิให้มีการชุมนุม หรือการทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพโรค เว้นแต่กรณีได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือกิจกรรมที่ได้รับการยกเว้น โดยให้ดำเนินการตามข้อกำหนด (ฉบับที่ 30) ลงวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2564 และข้อกำหนด (ฉบับที่ 36) ลงวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2564

ทั้งนี้ ในเรื่องมาตรการควบคุมแบบบูรณาการสำหรับพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยว ให้ดำเนินการตามข้อกำหนด (ฉบับที่ 36) ลงวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2564

หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศนี้ ต้องรับโทษตามมาตรา 18 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ในกรณีที่มีการออกข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ฉบับใหม่ ให้ประกาศฉบับนี้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับข้อกำหนดฉบับใหม่ดังกล่าว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป.

Adblock test (Why?)


ราชกิจจานุเบกษา ยังห้ามชุมนุม ทำกิจกรรมเสี่ยงแพร่โควิด-19 ทั่วประเทศ - ไทยรัฐ
Read More

เชฟไทยฝีมือเยี่ยม โชว์การทำอาหารจากพืช ส่งเสริมความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม - ประชาชาติธุรกิจ

เชฟไทยฝีมือเยี่ยม โชว์การทำอาหารจากพืช ส่งเสริมความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม ในการแข่งขันทำอาหาร ภายใต้คอนเสป MARRIOTT BONVOY ON WHEELS

ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารจาก 17 โรงแรมในกรุงเทพฯ เข้าแข่งขันรังสรรค์อาหารมังสวิรัติ และวีแกนแสนอร่อย ซึ่งสามารถนำส่งถึงบ้านได้อย่างง่ายๆ ขณะที่แมริออท เดินหน้าพัฒนาการอนุรักษ์สภาพแวดล้อม

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เฉลิมฉลองความยอดเยี่ยมของบรรดาเชฟในโรงแรม การยกระดับความสำคัญเรื่องความยั่งยืนจากการรังสรรค์อาหารจากพืช ด้วยการจัดการแข่งขันทำอาหารครั้งสำคัญในประเทศไทย

การแข่งขัน “Marriott Bonvoy on Wheels Chef Competition 2021” เชิญชวนทีมที่มีทักษะสูงจากร้านอาหารในโรงแรมของแมริออท มาทำอาหารมังสวิรัติที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมและรสชาติอาหารที่ดี ซึ่งเหมาะกับการส่งเดลิเวอรี่ให้ลูกค้าที่อาศัยอยู่ในเมือง เป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้ว่า อาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ก็อร่อยและมีประโยชน์ทางโภชนาการได้ ขณะเดียวกันก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม

การแข่งขันครั้งนี้จะเน้นที่จินตนาการ โดยบรรดาเชฟห้องจัดเลี้ยง (banquet chefs), ผู้ช่วยเชฟ (commis chefs), หัวหน้าพ่อครัว (chefs de cuisine) และผู้ช่วยเชฟครัวร้อน (sous chefs) ทั้งหลาย จาก 17 โรงแรมของแมริออทในกรุงเทพฯ เข้าแข่งขันทำอาหารมังสวิรัติและวีแกนที่สุดพิเศษสำหรับอาหารเรียกน้ำย่อยและจานหลัก ต่อหน้าคณะกรรมการ โดยอาหารที่แข่งขันจะต้องมีคุณสมบัติสำคัญ 4 ประการ คือ รสชาติ, การนำเสนอในบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน, จุดเด่น และเรื่องราวในการหาวัตถุดิบจากท้องถิ่น

ผู้ชนะได้แก่ เชฟพีระศักดิ์ ชื่นชอบ จากห้องอาหารสยามทีรูม ห้องอาหารไทยรสชาติดั้งเดิมของแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ ปาร์ค ที่นำเสนอข้าวซอยแบบมังสวิรัติได้อย่างโดดเด่น นำก๋วยเตี๋ยวแกงจานคลาสสิกของภาคเหนือมานำเสนอในแบบร่วมสมัย เหรียญเงิน ได้แก่ เชฟวิจิตร เฉลยวิจิตร จากห้องอาหารพระยาคิทเช่น ร้านอาหารไทยแบบดั้งเดิมจากแบงค็อก แมริออท โฮเทล เดอะ สุรวงศ์ สำหรับเมนูเมี่ยงคำ สำหรับอันดับที่ 3 ได้รับร่วมกันระหว่างเชฟชาตรี แพงศิลป์ จาก Kisso ห้องอาหารญี่ปุ่นสุดเก๋ของโรงแรมเดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท กรุงเทพฯ กับเมนู “อะโวคาโด โรล” ที่เบาและสดชื่น และเชฟอ๋อง จาก The Pantry โรงแรมดับเบิลยู กรุงเทพฯ สำหรับเบอร์เกอร์ฟักทองวีแกนที่ดีต่อสุขภาพและสลัดเมตาบูสต์

อย่างไรก็ตาม การแข่งขัน Marriott Bonvoy on Wheels ไม่ใช่แค่การแข่งขันทำอาหารทั่วไป แต่พยายามที่จะนำเสนอทางเลือกของอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และหลายๆ จาน จะมีบริการจริงผ่านทาง Marriott Bonvoy on Wheels ห้องอาหาร ตัวอย่างเช่น เบอร์เกอร์ฟักทองของโรงแรมดับเบิลยู อะโวคาโด โรลของ Kisso และข้าวซอยมังสวิรัติ ซึ่งเป็นจานชนะเลิศของห้องอาหารสยามทีรูม ที่พร้อมเปิดให้บริการเดลิเวอรี่แล้ววันนี้


“ที่แมริออท เรารับรู้ถึงความสำคัญในการรับประทานอาหารอย่างรับผิดชอบ โชคดีที่ว่าในประเทศไทย เรามีผลิตผลที่สดและเยี่ยมยอด มีทั้งผลไม้เขตร้อน สมุนไพร ผัก และธัญพืช เราขอให้เชฟเน้นใช้วัตถุดิบธรรมชาติ และบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าบริษัทของเราพยายามอย่างยิ่งที่จะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่เกิดจากอุตสาหกรรมการบริการ” เจค็อบ เฮลเกน รองประธานภาคพื้น ประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว

Marriott Bonvoy on Wheels พร้อมมอบความสะดวกสบายให้กับผู้พักอาศัยในประเทศด้วยบริการส่งอาหารเปี่ยมคุณภาพให้ถึงบ้าน บริการแบบเทคอะเวย์ และเดลิเวอรี่ ทำให้ผู้รับประทานอาหารสามารถสั่งอาหารเมนูโปรด ซึ่งรวมถึงอาหารมังสวิรัติและวีแกนที่มีตัวเลือกมากขึ้น จากร้านอาหารของโรงแรมทั่วประเทศไทย ส่งตรงถึงบ้านหรือที่ทำงาน ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมที่ https://th.marriottbonvoyonwheels.com

Adblock test (Why?)


เชฟไทยฝีมือเยี่ยม โชว์การทำอาหารจากพืช ส่งเสริมความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม - ประชาชาติธุรกิจ
Read More

พระครู เชิญวิญญาณ เมียฝรั่ง เผยต้องทำพิธี 3รอบ ตร.เจอเรื่องแปลก - ข่าวสด - ข่าวสด

พระครู ทำพิธีเชิญดวงวิญญาณ เมียฝรั่ง ถูกฆ่าทิ้งไร่ข้าวโพด เผยสิ่งผิดปกติ ต้องทำพิธีถึง 3 รอบ ด้าน พนักงานสอบสวน เล่าเรื่องแปลก ก่อนวันผู้ต้อ...